“นนท์ ธนนท์” “ครั้งนี้ไม่มีสัตว์ ไม่มีเด็ก ไม่มีสลิง ไม่เพิ่มรอบ! และ น่าจะเป็นคอนเสิร์ตที่เท้าผมติดพื้นนานที่สุด” เน้นดนตรีสะกดอารมณ์ 100% ย้ำชัด NONT TANONT “The Moment Spectacle Concert” จัดรอบเดียว
20260324 155907 (W)
ค่าย LOVEiS Entertainment จัดงานแถลงข่าวคอนเสิร์ตใหญ่แห่งปีของศิลปินหนุ่มอารมณ์ดี “นนท์ ธนนท์” ในชื่อ “มาม่า พรีเซนต์ นนท์ ธนนท์ The Moment Spectacle Concert” ท่ามกลางบรรยากาศใหม่ๆ สุดคึกคัก โดยเจ้าตัวเปิดเผยถึงคอนเซปต์สุดลึกซึ้งที่อยากให้แฟนเพลงโฟกัสที่ “เสียงเพลง” มากกว่าโปรดักชันหวือหวา

“Spectacle” ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดสั้นๆ แต่ตราตรึง นนท์เล่าถึงที่มาของชื่อคอนเสิร์ตว่าอิงจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่าหรือสายรุ้ง ที่สวยงามแต่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ “มันมีความกระชับที่เป็นคุณสมบัติของปรากฏการณ์ธรรมชาติ มันเกิดขึ้นสั้นๆ และเล่นได้แค่รอบเดียวด้วยแหละ”
“ครั้งนี้ไม่มีสัตว์ ไม่มีเด็ก ไม่มีสลิง และน่าจะเป็นคอนเสิร์ตที่เท้าผมติดพื้นนานที่สุดละ แม้ภาพโปสเตอร์จะดูเหมือนลอยได้ แต่จริงๆ แล้ว “อันนี้ยืนอยู่บนอะคริลิคใสครับ ไม่ได้ลอยจริง”

โจทย์หลักของคอนเสิร์ตครั้งนี้คือการคืนพื้นที่ให้ “เสียงเพลง” อย่างแท้จริง นนท์ตั้งใจนำบทเพลงจากอัลบั้ม Cigarette Candy & Vanilla Sky และ Mono Spectrum มาร้อยเรียงใหม่รวมกว่า 20-24 เพลง เพื่อแก้ปัญหาการทัวร์คอนเสิร์ตที่มักจะมีข้อจำกัดด้านเวลา “เราเจอปัญหาคือเราเล่นเพลงได้ไม่ครบทั้ง 2 อัลบั้มเต็มสักที ครั้งนี้ทุกคนจะได้สัมผัสความครบถ้วนเหล่านั้น เพลงคือ 100% ของคอนเสิร์ต ที่เหลือมันคือ Extra Plus ในอัลบั้มมีประมาณ 20-24 เพลง จะร้องทั้งหมดไหม… จะพยายามแล้วกันครับ!” พร้อมยืนยันว่าการเตรียมตัวด้านเสียงร้องนั้นเข้มข้นมาก “ความพร้อมมันโกงไม่ได้ครับ ผมยังซ้อมหนักอยู่เสมอ เพราะอยากให้เวอร์ชันที่ดีที่สุดเกิดขึ้นในวันนั้น”

การวางผังเวที: มีการวางสเตจในแนวขวาง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่ค่อยมีใครทำในไทย เพื่อทดลองกรอบการทำงานใหม่ๆ เน้นความกว้างมากกว่าความไกล: ครั้งนี้เลือกจัดที่ฮอลล์ขนาด 8,000 ที่นั่ง เพื่อให้ศิลปินและคนดูอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ไม่ต้องใช้สลิงโหนไปหาชั้นบนเหมือนที่ Impact Arena
เปิดแค่ 8,000 ที่นั่ง อยากทำในขนาดที่ “พอดีตัว” ก่อน เพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์ที่สุด

ภายในงานแถลงข่าว มีช่วงการตอบคำถามที่สะท้อนถึงความน่ารักและความเป็นกันเองของนนท์ Exclusive Q&A: เห็นถึงความใส่ใจในแฟนๆ NONT FAM อย่างชัดเจน
• คอนเสิร์ตจัดแค่วันที่ 16 พฤษภาคม วันเดียวจริงหรือไม่? จะมีเพิ่มรอบไหม? “ทางผมก็มีข้อจำกัดที่ผมต้องรับผิดชอบเหมือนกัน ไม่ใช่ทางเขาอย่างเดียว… ย้ำเลยครับ ป้ายข้างหลังนี่ไม่ได้ชูเรียกแขกนะ แต่ชูบอกผมว่า ไม่เพิ่มรอบแล้ว! ไม่มีคิวแล้วครับ!”
• คอนเสิร์ตครั้งนี้นนท์อยากให้คนดูรู้สึกอะไรมากที่สุด? ต้องการให้ผู้ชมสัมผัสได้ว่า แม้ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาไปมาก แต่เพลงและดนตรียังคงทำหน้าที่เชื่อมโยงความรู้สึกได้ 100%
• คาดหวังให้ผู้ชม “ได้ฟังและรู้สึกกับมันจริงๆ ไม่ใช่แค่ได้ยิน” “ทุกนาทีที่สวยงาม” ที่มักทำให้ผู้ฟังนึกถึงเรื่องราวชีวิตของตนเอง (เช่น มีแฟนคลับฟังขณะรอพ่อผ่าตัด) มากกว่าจะนึกถึงเรื่องราวใน MV นนท์จึงอยากให้ทุกเพลงในคอนเสิร์ตทำหน้าที่สร้างพื้นที่ความทรงจำแบบนั้น
• เพลงใดในอัลบั้มที่เป็นตัวแทนหรือแกนหลักของการทำงานชุดนี้? “ความทรงจำที่เอคโค่” เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายไอเดียเรื่องแสง เสียง และสี นำไปสู่การร่วมงานกับเพื่อนศิลปินคนอื่นๆ
20260324 164157 (W)
• พาร์ทใดในอัลบั้มที่สะท้อนความเป็นนนท์ได้มากที่สุด? พาร์ท “Mono” สะท้อนตัวตนได้ชัดเจนที่สุด เพราะเป็นเรื่องราวของตนเองที่เล่าได้ง่ายกว่า ในขณะที่พาร์ท “Spectrum” มีความซับซ้อนกว่าจากการร่วมงานกับศิลปินท่านอื่น นนท์มองว่าศิลปะเกิดจากความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง ซึ่งนั่นคือเอกลักษณ์
• จะมีอาหารหรือเครื่องดื่มเลี้ยงแฟนคลับหลังจบคอนเสิร์ตหรือไม่? ส่วนนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตงานของผม แต่รับปากจะช่วยประสานงานสอบถามพี่จิ๊บให้
• หากเปรียบคอนเสิร์ตนี้เป็นฤดูกาล จะเปรียบเป็นฤดูอะไร? เปรียบเป็น “รอยต่อของฤดูกาล” เป็นการเปลี่ยนผ่านจากคอนเสิร์ตซีรีส์ EP ที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งทีมงานและศิลปินได้ทดลองสิ่งใหม่ๆ ที่ชัดเจนขึ้น
• มีเพลงไหนที่เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกในการร้องเปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง? เพลง “ทุกนาทีที่สวยงาม” ในอดีตมองเป็นเรื่องของคนสองคนตามภาพใน MV แต่ปัจจุบันเมื่อได้รับรู้เรื่องราวของแฟนเพลงที่แชร์เข้ามา ทำให้เห็นว่าเพลงนี้มีมิติที่กว้างขึ้น และเป็นตัวแทนเรื่องราวชีวิตของ “พวกเราทุกคน”

20260324 164157 (W)

MAMA Presents NONT TANONT The Moment of Spectacle Concert
• วันแสดง: เสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2569 ณ BITEC Live (8,000 ที่นั่ง)
• เปิดจำหน่ายบัตร: วันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2569
• เวลา: 11:00 น. เป็นต้นไป ทาง Eventpop เท่านั้น
เหล่า NONT FAM เตรียมวอร์มนิ้วให้พร้อม แล้วไปสัมผัสปรากฏการณ์ทางดนตรีที่ล้ำค่า

เตรียมชม MV เพลง “กลัวลืม” (feat. Boyd Toy) ในวันที่ 26 มีนาคมนี้


บทสัมภาษณ์ #NONTTANONT “The Moment Spectacle Concert”

[00:14] ผู้สื่อข่าว: รบกวนด้วยครับ อ่า เป็นไงบ้างคะกับการแถลงข่าวคอนเสิร์ตครั้งนี้ครับNpppppppppppppp
[00:21] นนท์ ธนนท์: ก็แถลงข่าวคอนเสิร์ต เอ่อ เป็นคอนเสิร์ตที่ เอ่อ ตัวผมไม่เคยทำมาก่อนครับ ค่ะ อ๋อ ต้องพูดชื่อคอนเสิร์ตก่อน มาม่า พรีเซนต์ นนท์ ธนนท์ The Moment of Spectacle นะครับ ก็จะเป็นคอนเสิร์ตแรกในปีนี้ อ่า เป็นคอนเสิร์ตที่ไม่ได้เป็นสเกลใหญ่เหมือนใน EP ที่เราเคยทำ อะไรก็เหมือนเดิม มันก็ยังสนุกกับการทดลองทำงานนั้นงานนี้ อย่างตอนต้นปีเราก็ทำ Variety Talk Show เนาะ ซึ่งครั้งนี้มันก็จะเป็นเรื่องของคอนเสิร์ตที่เกี่ยวกับเพลงครับ ที่เราไปเล่นไปทัวร์มาหรืออะไรต่างๆ แล้วเราเจอปัญหาคือเราเล่นเพลงได้ไม่ครบทั้ง 2 อัลบั้มเต็มสักที อะไรเงี้ย ก็เลยรู้สึกว่า เออ ในครั้งนี้น่าจะเป็นคอนเสิร์ตที่ทุกคนน่าจะได้สัมผัส เอ่อ ความครบถ้วนเหล่านั้นน่ะด้วย แล้วก็รวมไปถึงตัวตนของเราในปีนี้
[01:12] ผู้สื่อข่าว: เป็นการรวมทุกเพลง ทุกเพลงอยู่ในคอนเซปต์นี้ เอ่อ 2 อัลบั้มเต็ม?
[01:16] นนท์ ธนนท์: ใช่ ทั้งอัลบั้มแรก Cigarette Candy & Vanilla Sky เนาะ แล้วก็อัลบั้มที่ 2 ก็คือ Mono Spectrum ก็จะเป็น 2 ชิ้นงาน 2 อัลบั้มที่เราปล่อยออกมา อะไรเงี้ย ใช่
[01:25] ผู้สื่อข่าว: ทั้งหมดกี่เพลงคะ?
[01:28] นนท์ ธนนท์: เอ่อ ทั้งหมดเหรอครับ ถ้าเอาเต็มๆ ในอัลบั้มประมาณ 20-24 เพลง อะไรเงี้ย
[01:30] ผู้สื่อข่าว: นนท์จะร้องทั้งหมด?
[01:32] นนท์ ธนนท์: ร้องทั้งหมดเหรอครับ เอ่อ จะพยายามแล้วกันครับ จะพยายามแล้วกัน แต่ว่าหลักๆ ก็คือมันเป็นคอนเสิร์ตที่หลักๆ มันมีโจทย์ที่ผม เอ่อ แล้วก็ทีมงานเนี่ย รู้สึกว่าเราอยากทดลองทำในสิ่งที่มันต่างออกไปในแต่ละ EP อะไรเงี้ยครับ
[01:49] ผู้สื่อข่าว: ยังไงคะ โจทย์ที่ว่า?
[01:50] นนท์ ธนนท์: โจทย์ที่ว่าเหรอครับ มันเป็นโจทย์ของเราฮะ มันไม่ใช่โจทย์ของสื่อที่ต้องแก้ แต่ว่าเดี๋ยวเราจะพยายาม แต่ว่าหลักๆ คือการที่ผมรู้สึกว่า ในครั้งนี้คอนเสิร์ตนี้ เราอยากเน้นไปที่เพลงจริงๆ แล้วก็แก่นตัวตนของเราจริงๆ ในด้านของการทำงานหรือเพลงต่างๆ เพราะฉะนั้นมันก็จะเค้าเรียกว่าอะไรละ เอ่อ ผมใช้คำว่าสบายๆ เบาๆ ไม่มีอะไร…
[02:14] ผู้สื่อข่าว: แน่ใจนะคะ?
[02:16] นนท์ ธนนท์: เอ่อ พยายามจะแน่ใจครับ อ่ะ หลักๆ คือเท่าที่คุยคือไม่มีสัตว์ ไม่มีเด็ก ไม่มีสลิง ออ อ่า อะไรอย่างเงี้ย ผม แล้วก็น่าจะเป็นคอนเสิร์ตที่ เอ่อ เท้าผมติดพื้นนานที่สุดละ เออ ใช่ ไม่มีการวิ่งไปนอกฮอลล์อะไรเงี้ย
[02:34] ผู้สื่อข่าว: โปสเตอร์ลอยเลยนะ คุณลอยมาแล้ว
[02:36] นนท์ ธนนท์: โปสเตอร์อันนี้ไม่ลอยฮะ อันนี้ยืนอยู่บนอะคริลิคใสครับ ออ ใช่ๆ
[02:44] ผู้สื่อข่าว: ไอ้เราก็คิดว่าจะมีแบบว่าลอยตัวอะไรบ้าง
[02:47] นนท์ ธนนท์: อ๋อ เอ่อ หลักๆ ครั้งนี้คือก็เป็นการ เอ่อ เน้นเพลงให้มันเรียกได้ว่ามันให้ทุกคนได้ฟังให้ครบอะไรอย่างเงี้ยครับ แล้วก็ผมว่าจริงๆ เอ่อ เพลงของเราอ่ะ มันเดินทางไปเยอะกว่าที่เราคิด แล้วก็มันมีการเติบโตได้ดีมากกว่าที่เราคิดไว้ ทั้งที่มันไม่ใช่ยุคของการ… มันคือยุคของการปล่อยทีละเพลงเนาะ มากกว่าการปล่อยตู้ม 10 เพลง อะไรเงี้ย เพราะฉะนั้นผมเลยรู้สึกว่าเราอยากขอบคุณคนดูคนฟังอะไรเงี้ย แน่นอนการทำคอนเสิร์ตก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบหลายอย่างมากขึ้นอะไรเงี้ย เออ ใช่
[03:21] ผู้สื่อข่าว: แล้วที่บอกว่าด้วยสเกลงานนี้จะไม่ได้แบบใหญ่เท่าที่เคยทำมาใช่ไหมครับ แล้วรอบมีแค่รอบเดียว?
[03:30] นนท์ ธนนท์: ครับ รอบเดียวด้วย รอบเดียว เพราะไม่มีคิวเพิ่มแล้วครับผม
[03:33] ผู้สื่อข่าว: คิดว่าแฟนคลับคุณจะยอมไหม?
[03:35] นนท์ ธนนท์: เอ่อ แฟนคลับเขาจะยอมไหมเหรอ เอ่อ ไม่รู้นะครับ ทางผมก็มีข้อจำกัดที่ผมต้องรับผิดชอบเหมือนกัน ไม่ใช่ทางเขาอย่างเดียว แต่ว่าหลักๆ คือเราก็อยากเจอ แล้วก็ที่ผมว่าผมอยู่ในวงการนี้โดยการที่ เราก็พยายามที่จะทดลองหรือขยายกรอบของคนทำงานน่ะให้ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานเบื้องหน้าเบื้องหลังเนาะ เพราะว่าอย่างตอนเราทำในแต่ละ EP ไปอ่ะครับ มันก็จะเกิดการที่หลายๆ คนรู้สึกว่าคอนเสิร์ตมันจะต้องมีสลิง มีโปรดักชัน มีอะไรที่ใหญ่ มันทำให้บางทีในตัวผมรู้สึกว่า วงที่เขาเล็กๆ หรือศิลปินใหม่ๆ เขาจะรู้สึกว่าความสำคัญของเพลงจริงๆ มันอาจจะถูกลดทอนลง ซึ่งผมรู้สึกว่าผมก็ยังให้ความสำคัญกับเพลงนะ เพลงมันคือ 100% ของคอนเสิร์ต ที่เหลือมัน Extra Plus เท่าไหร่ มันคือการที่แล้วแต่ศิลปินนั้นๆ และการทำคอนเสิร์ตครั้งนี้คือการขยายกรอบการทำงานของตัวเราด้วย ให้ทุกคนได้รู้สึกว่าตัวเราอ่ะก็ยังให้ความสำคัญกับเพลงเป็นหลักในการทำงาน และหลายๆ คนจะรู้สึกว่าเราทำคอนเสิร์ตอ่ะเป็น Entertainer แต่ว่าจริงๆ ในมุมเราก็ยังอยู่ในฝั่งของ Artist แหละ ที่ยังคงสนุกกับการผลิตเพลง Produce เพลง ผม พี่โน่ หรือว่าทีม Loveis ทุกคน อะไรอย่างเงี้ย เรายังสนุกกับการโฟกัสกันให้เกิดเพลงที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ กับอุตสาหกรรมนี้
[04:51] ผู้สื่อข่าว: เหมือนทำเพลง ทำงานกับอารมณ์แฟนๆ เต็มที่ อะไรนะฮะ? เหมือนให้เพลงได้ทำงานกับแฟน กับอารมณ์?
[04:55] นนท์ ธนนท์: อือ ผมว่าจริงๆ มันควรจะเป็นอย่างงั้นนะ แต่ว่าแน่นอนด้วยความที่โลกมันเปลี่ยนไปอ่ะ คือผมพูดแบบผมแก่มากเลยนะ แต่ว่าในวัยของผม 29-30 เนี่ย ผมก็รู้สึกว่าผมอยากให้ความสำคัญของเพลงมันเกิดขึ้น เพราะว่าเราพูดถึงอุตสาหกรรมดนตรีเนี่ย มันควรจะรู้สึกสำเร็จได้ตั้งแต่ผ่านหูเราอ่ะ อื
[05:15] ผู้สื่อข่าว: ทำให้การเตรียมตัวในพาร์ทเพลงกับดนตรีในคอนเสิร์ตนี้แบบหนักขึ้น?
[05:21] นนท์ ธนนท์: หนักขึ้น ถ้าการเตรียมตัวของด้านเพลงดนตรีก็จะหนักขึ้น แล้วก็ครั้งนี้เราพยายามที่จะทำให้มันเค้าเรียกว่าอะไรอ่ะ กระชับที่สุดอ่ะ กระชับที่สุดในที่นี้คือไม่ใช่การตัดทอน แต่ว่าให้มันครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วก็ไม่… คือมันแน่นอนพอเราตัดสลิงไปอ่ะ มันก็ไม่ต้องแบบ “เออ พี่นนท์สแตนด์บายเซ็ตอัพสลิง 2 นาทีนะครับ” อะไรอย่างเงี้ย มันสามารถทำโชว์ที่มันต่อเนื่องแล้วก็กระชับขึ้นได้ ในขณะเดียวกันโมเมนต์ที่มันเกิดขึ้นในวันนั้นอ่ะ มันก็จะมีความพิเศษ แล้วก็ตัวผมรู้สึก เอ่อ ในธีมปีเนี้ยผมอิงไปกับเค้าเรียกว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ คือคอนเสิร์ตก็ยังสนุกกับการคิดธีมของคอนเสิร์ตละ แต่ครั้งนี้มันจะด้วยความพอเราเน้นดนตรี เน้นเพลง เน้นสี Color ต่างๆ น่ะ เรานึกถึงช่วงเวลาพิเศษ เวลาที่มันเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือเวลาฟ้าผ่าแล้วเราตกใจ หรือว่าเวลาเห็นสายรุ้งเรารู้สึกว่า เออ ดูนั่นสิ อะไรอย่างเงี้ย เพราะฉะนั้นมันก็จะมีความกระชับที่เป็นคุณสมบัติของปรากฏการณ์ธรรมชาติ มันเกิดขึ้นสั้นๆ อะไรเงี้ย อือ ก็เป็นที่มาชื่อ แล้วก็เล่นได้แค่รอบเดียวด้วยแหละ เออ ผมว่าคอนเซปต์คอนเซปต์นี้อะไรเงี้ย

20260324 134351 (W)

[06:24] ผู้สื่อข่าว: ในส่วนของเวทีล่ะคะ? ปีนี้ค่อนข้างพิเศษ?
[06:27] นนท์ ธนนท์: เวทีปีนี้พิเศษ เพราะว่าเราเล่นแนวกว้างครับ ออ เราเล่นแนวกว้าง ปกติผมเล่นคืออย่างครั้งล่าสุดเราเล่น Impact 4 รอบ เนาะ เอ่อ สิ่งที่มันแน่นอนว่าสิ่งที่มันดีคือเราจุคนได้มากที่สุด มากที่สุดที่เราจะทำได้ แล้วก็เล่นถึง 4 รอบ แต่ว่าในความกว้างอ่ะ ผมรู้สึกว่ามันไม่รู้สึกไกล ผมอยากลองแก้โจทย์นี้ให้มันรู้สึกว่ากว้างแต่ไม่รู้สึกไกล คือพอมันเป็นแนวยาวออกไปอ่ะ บางทีเรารู้สึกไกล นั่นคือเหตุผลว่าทำไมตอน EP 04 เราต้องเอาเรือยกขึ้นไป อะไรเงี้ย เออ ต้องไปหาซื้อเรือกันอีก ลำบากกันอีก แต่ว่าครั้งนี้รู้สึกว่าพอสเตจมันกว้างอ่ะ การเดินหรืออะไรอย่างเงี้ย ผมก็เลยทำเป็น 2 แคทวอล์กแยกออกมา แล้วก็จริงๆ ก็เอ่อ ในฝั่งของผู้ชมก็น่าจะได้เห็นละ ว่าเป็นภาพ 3D ที่ทางเราทำมาให้ อะไรถึงแม้ว่าจะไม่ใช่หน้าที่งานของเราก็ตาม แต่ว่าเราทำในเห็นภาพ เพราะว่าเรารู้สึกว่าอยากให้ทุกคนได้เห็น Angle ที่มันครบจริงๆ อ่ะ แล้วก็มุมไหนที่เป็น Area เรา เราก็จะบอกอะไรเงี้ย ใช่ อยากให้ทุกคนได้เห็นมันครบจริงๆ กับทุกมุม แล้วก็ไม่รู้สึกไกล เป็นรู้สึกกว้างดีกว่า แต่พอเราแตกเป็น 2 แคทวอล์กอ่ะ มันเหนื่อยกว่านะ มันเหนื่อยกว่าจริงๆ ใช่ อ่ะ ยังไงก็แต่สำหรับตัวผมอ่ะ ผมก็รู้สึกว่ามันน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนได้สัมผัสกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอ่ะจริงๆ ทั้ง 5 Sensation ที่มันจะเกิดขึ้น
[07:55] ผู้สื่อข่าว: อย่างส่วนของแขกรับเชิญล่ะคะ สามารถบอกใบ้อะไรได้บ้างไหม?
[07:59] นนท์ ธนนท์: แขกรับเชิญเหรอ ผมก็ยังไม่เคยบอกแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตอยู่ดีนะ แต่ว่าโดยส่วนตัวผมก็ยังมองหาเฉดสีใหม่ๆ ล่ะครับ อยู่เรื่อยๆ ในส่วนของชิ้นงานนี้ แล้วก็หลายๆ เราให้ความสำคัญกับเพลงของเราในคอนเสิร์ตนี้นะครับ อีกอย่างก็เพิ่งเจอกันไปเองอ่ะ เพื่อนๆ ก็ยังก็ยังคงเจอกัน เออ ไม่รู้คนดูเบื่อผมเบื่อพวกเค้าแล้วนะ ผมก็เออ ก็เจอกันอยู่เรื่อยๆ อะไรอย่างเงี้ย ก็เพิ่งเจอกันไป แต่ว่ามองว่าเอ่อ เพลงจริงๆ มันมี Color ที่มันรีเฟลกผ่านคนได้อีกเยอะ ตามสเปกตรัมของมัน ตามพาร์ท Mono Spectrum อะไรเงี้ย
[08:33] ผู้สื่อข่าว: อย่างในอัลบั้ม Mono Spectrum เราหลายคนใกล้เค้าอาจจะ เออ มากันหมดหรือเปล่า?
[08:39] นนท์ ธนนท์: Mono Spectrum เหรอ หมายถึงว่ามาไหมเหรอครับ เอาไงดีอ่ะ เอ่อ เดี๋ยวขอไปดูก่อนว่ามันจะเป็นยังไง แต่ว่าหลักๆ ผมไม่อยากให้เฉดสีที่คนเห็นไปแล้วอ่ะ มันเกิดขึ้นอ่ะ อือ เพราะว่าเราพูดถึงโมเมนต์ที่มันพิเศษเนาะ เออ ใช่ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนเกสต์ครับ อือ
[08:58] ผู้สื่อข่าว: สร้างประสบการณ์ใหม่เลย?
[09:00] นนท์ ธนนท์: ก็คิดว่านะครับ คิดว่านะครับ อือ จะได้แบบว่า “เอ้ ทำไมมาแล้วไม่เจอ” อะไรเงี้ย เอ่อ หลักๆ ผมว่าเดี๋ยวขอไปดูให้เรียบร้อยก่อน ขอไปดู แต่ว่านั่นไม่ใช่ Priority หลักของเรา แต่ว่าก็แน่นอนว่าก็น่าจะได้สนุกกัน ก็แน่นอนอัลบั้มนี้มันเป็นอัลบั้มที่เพื่อนๆ ได้มาเจอกันนะนะครับ เพราะฉะนั้นก็น่าจะได้เจอกับเฉดสีต่างๆ อยู่แล้วครบถ้วน
[09:21] ผู้สื่อข่าว: อ่า โอเค ก็อย่างเรื่องบัตรอย่างเงี้ยค่ะ ที่แบบเดี๋ยวนี้มันรอบเดียว เดี๋ยวจะมีเรื่องบอทซื้อ (Bot Sell) อะไรอย่างเงี้ย?
[09:28] นนท์ ธนนท์: บอทเหรอครับ บอทผมไม่ใช่แอปขาย ผมไม่สามารถตอบเรื่องนั้นได้ อือ
[09:32] ผู้สื่อข่าว: หมายถึงว่าช่วยๆ แฟนๆ อย่างนี้ไง ป่ะ?
[09:35] นนท์ ธนนท์: ช่วยๆ แฟนๆ เหรอ ผมช่วยทั้งหมดเท่าที่ผมทำได้แล้วฮะ ผมเหลือแต่ไปสมัครตำรวจแหละ ซึ่งอันนั้นมันนอกเหนือหน้าที่ของเรา เราพยายามทำให้ได้ดีที่สุด แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใด ผมว่าถ้าไม่อยากให้มีอาชีพไหนเกิดอ่ะ เราก็อย่าไปอุดหนุนเค้า ก็คือไม่… กลับไปที่ผู้บริโภคว่าถ้าเราติดสบายอ่ะ จนมันเลยไปถึงจุดที่มักง่าย มันก็จะเกิดแบบนี้ได้ครับ ซึ่งอันนั้นมันต้องเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคส่วนมากนะ ส่วนมากบางคนเค้าก็แบบตั้งใจกดจริงๆ แต่ว่ามันไม่ทัน
[10:09] ผู้สื่อข่าว: ตั้งใจกดจริงๆ แต่ไม่ทันใช่ไหม?
[10:11] นนท์ ธนนท์: ผมพยายามในมุมผมอ่ะ ผมทำได้แค่พยายามจุคนให้ได้มากที่สุด ให้มันเหมาะกับสเกลงานของเราอะไรอย่างเงี้ยครับ ใช่ ตามความเหมาะสมของเรา นั่นคือเท่าที่เราช่วยได้ ทำ 3D อย่างเงี้ย เออ เราก็พยายามช่วย หรือว่าการที่จะล็อกชื่อไว้ อะไรอย่างเงี้ย เราก็พยายามช่วยแหละ เราก็พยายามช่วยแล้ว ที่เหลือนอกเหนือจากนั้นก็คงเป็นฝั่งอื่นแล้วล่ะครับ ก็รบกวนฝั่งอื่นๆ ด้วย เราทำทั้งหมดแหละจริงๆ เท่าที่เราทำกันได้
[10:37] ผู้สื่อข่าว: คือเดี๋ยวนี้มันมีการซื้อทิกเก็ตแบบล็อกชื่อใช่ไหมครับ?
[10:41] นนท์ ธนนท์: อย่างที่เราทำตอน Variety Talk ก่อนหน้านี้ เราก็พยายามล็อกชื่ออะไรเงี้ย อือ ประมาณนั้น ก็พยายามทำเท่าที่ทำได้ครับ แต่ว่าอยากเรียนให้ทราบว่ามันไม่ใช่งานเราจริงๆ ครับ หมายถึงว่า เออ แต่เราพยายามยินดีทำนะ ทำด้วยความยินดี แต่ถ้ามันไม่ดีหรือวันนี้มันตกหล่นอ่ะ ก็อย่าว่ากัน เพราะว่ามันไม่ใช่เมนูถนัดฉันอะไรอย่างเงี้ย เออ มันไม่ใช่เมนูที่ร้านฉันขายอะไรเงี้ย อือ ประมาณนั้น แล้วก็จริงๆ ผมก็อยากให้คนทุกคนได้ดูคอนเสิร์ตจริงๆ แหละ อือ ผมก็ยังอยากให้คนที่สนใจจริงๆ ได้มาดูนะครับ แต่ว่านั่นเป็นพื้นที่ที่มือเรายื่นไปไม่ถึง ใช่
[11:18] ผู้สื่อข่าว: อ่ะ โอเคค่ะ เน้นการร้องเพลง ต้องเพิ่มชั่วโมงการซ้อมมากขึ้นไหม?
[11:21] นนท์ ธนนท์: การร้องเพลงเพิ่มชั่วโมงการซ้อมอยู่มากจริงๆ โดยรวมผมทำงานมา ณ ตอนนี้หลายปี ผมก็ยังซ้อมดนตรีอยู่ครับ ผมก็ยังคงชอบการซ้อม เพราะผมรู้สึกว่าความพร้อมมันโกงไม่ได้อ่ะ มันโกงไม่ได้ แล้วก็ตัวผมเองหรือว่าทีมมิวสิกของด้านผมเอง นนท์ทีมเอง พี่โน่ หรืออะไรทุกคนก็ยังสนุกกับการ Create ทุกชิ้นงานของเราอยู่เสมอ นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเวลาเราไปเล่นหรือเราไปทัวร์แล้วมันก็จะเจอจุดที่มันประทับใจในแต่ละเพลงอะไรเงี้ย ใช่
[11:51] ผู้สื่อข่าว: อ่ะ โอเคค่ะ ฝากหน่อยค่ะ ฝากซื้อคอนเสิร์ตหน่อย
[11:53] นนท์ ธนนท์: เอ้อ คอนเสิร์ต ซื้ออันนี้เขียนมา เออ… (หัวเราะ) มาม่า พรีเซนต์ นนท์ ธนนท์ นะครับ The Moment of Spectacle นะครับ วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคมนี้ (ในคลิปพูดพฤษภาคม/2569 แต่น่าจะเป็นสิงหาคมตามข้อมูลจริง) นะครับ ที่ BITEC Live นะครับ กดบัตรวันเสาร์ที่ 4 เมษายน 11:00 น. ครับ บัตรทาง Eventpop นะครับ ยังไงก็ฝากไว้ด้วย ไม่ชูแล้วครับ ไม่ชูแล้วครับข้างหลัง อ๋อ เค้ากลัวผมพูดว่าผมจะเพิ่มรอบครับ อ๋อ แต่มันไม่มีคิวแล้วครับ มันชนแล้วครับ ย้ำเลย ย้ำเลย ป้ายไหนๆ ขอโชว์หน่อยได้ไหม อันนี้น่าจะเป็น Message สำหรับผมนะ ใช่ฮะ เป็น Message สำหรับผม “ไม่เพิ่มรอบแล้ว ไม่เพิ่มรอบแล้ว” ไม่มีคิวแล้วครับ ก็ไปเจอกันได้วันนั้น แล้วก็วันที่ 10 เมษายน (แก้ไขจาก 4 เป็น 10 ตามทีมงาน) กดบัตรนะ ก็ยังไงก็ขอให้ทุกคนโชคดี ขอให้เราได้เจอกันครับ แล้วก็ใครที่รอ EP อยู่ก็รอไว้ครับ รอไว้ครับ ใช่
[12:53] ผู้สื่อข่าว: อ่ะ ขอถามหน่อยเนาะครับผม ช่วงนี้เหมือนเราก็ทัวร์บ่อย เดินทางไป Festival เดินทาง โดนผลกระทบเรื่องน้ำมันไหมคะ?
[13:03] นนท์ ธนนท์: โดน โอ้โห เรื่องใหญ่เลยนะครับ เรื่องใหญ่เลย ผมดูมีสมองขนาดนั้นเลยเหรอครับ (หัวเราะ) เอ่อ ผมไม่ได้เป็นสิ่งนั้นหรอกครับ แต่ว่าหลักๆ ก็จะมีพ่อกับพี่ชายที่เขาดูแลอะไรอย่างเงี้ยครับ ไม่ได้มาด้วยนะ ก็อาจจะตอบอะไรมากไม่ได้ แต่ว่าโดยรวมก็หลักๆ ก็อยากให้มันดีขึ้นแหละครับ ในมุมผม พูดได้รวมๆ อะไรเงี้ยครับ ใช่
[13:24] ผู้สื่อข่าว: แต่ในค่าใช้จ่าย เราก็มีเพิ่มในค่าใช้จ่ายด้วยเหรอครับ?
[13:27] นนท์ ธนนท์: โห อยากรู้เรื่องส่วนตัวเหรอครับ ค่าใช้จ่าย… เอาเป็นว่าเราไม่ได้เปิดเผยเรื่องนั้นแล้วกันนะครับ เรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านผม ให้มันเป็นเรื่องในบ้านผมครับ ขอบคุณมาก
[13:38] ผู้สื่อข่าว: เรื่องน้ำมันนี่แหละ คือมันก็ทำแบบว่าคือกระทบต่อกับเราไง?
[13:43] นนท์ ธนนท์: โอ๊ย ผมไม่ได้เตรียมเรื่องนี้มาเลยนะฮะ ไม่คิดจะเตรียมเรื่องนี้มาเลย หมายถึงยังไงนะครับ? คำถามถามมั่นใจได้เลยครับ ถ้าอยากรู้ถาม
[13:51] ผู้สื่อข่าว: น้ำมันตอนนี้มันส่งผลกระทบต่อพื้นบ้างไหมคะ? หมายถึงมันแบบจะขึ้นราคา หรือว่าต้องไปต่อคิว?
[13:55] นนท์ ธนนท์: ขึ้นราคาเหรอครับ เอ่อ ผมไม่ได้ใช้รถเองมาสักพักแล้วอ่ะครับ ไม่ได้ใช้รถเองมาสักพัก เพราะว่า…
[14:01] ผู้สื่อข่าว: แต่เรายังเป็นคนจ่ายตังค์ เราทำงานทุกวัน จ่ายตังค์อยู่?
[14:04] นนท์ ธนนท์: ก็ใช่ ก็แม่ดูด้วยอ่ะครับ อ๋อ ผมก็คนทำงานน่ะครับ เราต้องหยิบให้แม่เยอะขึ้นไหม? เพิ่มขึ้นเยอะไหม? ให้แม่เยอะไหมอ่ะครับ โอ๊ย พ่อไม่เคยถามผมเรื่องนี้เลยครับ (หัวเราะ) เก็บอย่างเดียว ใช่ เอ่อ หมายถึงว่าแม่หยิบให้เยอะไหม ก็แม่ดูแลจัดการให้หมดล่ะครับ ก็ขอบคุณที่อยากทราบครับ แต่ยังไงก็คือเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเหมือนกับทุกคนครับ เราก็ประชาชนนะครับ ใช่ ผมไม่ได้ทำงานอยู่ภาครัฐอ่ะนะครับ
[14:32] ผู้สื่อข่าว: พี่ขอถาม เพิ่งผ่านวันเกิดที่ผ่านมาเป็นไงบ้างคะ? 30 ชายในวัย 30?
[14:39] นนท์ ธนนท์: ครับผม ขึ้นเลข 3 ผมชอบที่ทุกคนแบบว่า “เอ้อ เข้าสบาย 30” คนดูโตมากกว่า 30 แล้วนะครับ จริงๆ ผมเจอพี่ๆ มาตั้งแต่ผมเด็กมากเลยอ่ะ ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรที่เปลี่ยนนะ เอาเงี้ยดีกว่า ผมเข้าใจว่าผม 30 อ่ะ ผมจะรู้สึกตัวเองแก่กว่านี้ หรือโตกว่านี้ หรือรู้อะไรมากกว่านี้อ่ะ เออ แต่ว่าความรู้สึกมันก็ยังเหมือนคน 20 อยู่นะ มันก็มีเรื่องที่ผมรู้ ไม่รู้ มีเรื่องที่ผมยังผิด ยังงง หรือว่ายังทำมันได้ดีอยู่มากกว่าที่ควรจะเป็นน่ะ อือ
[15:15] ผู้สื่อข่าว: แล้วมุมมองการใช้ชีวิตของเรามันเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน?
[15:19] นนท์ ธนนท์: มุมมองเหรอ เปลี่ยนไปแค่ไหนเหรอ สำหรับผมเหรอ ผมโฟกัสอะไรง่ายขึ้น สำหรับในวัย 30 อาจจะด้วยการเติบโตขึ้นของตัวเราเอง ของการทำงาน ของการที่เราเข้าใจอะไรเงี้ยได้ง่ายขึ้น ผมว่านั่นคือข้อดีมั้งของการที่เราโตขึ้น แต่ว่าไม่รู้ว่ะ ตื่นมาแล้วปวดหลังนี่ยังไม่มีอ่ะ ไม่มี ยังไม่มีเนาะ เออ ตื่นแล้วมาปวดหลัง เออ ยังไม่มี 30 อาจจะด้วยเรามีช่วงเวลาที่เราดูแลตัวเองมันเป็นขั้นตอนหนึ่งไปแล้วของการทำงานด้วย เพราะเราใช้ร่างกายเราเป็นอุปกรณ์ใช่ไหมครับในการทำงาน ทัวร์คอนเสิร์ต เพอร์ฟอร์ม อะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นการดูแลอุปกรณ์มันก็เลยเป็นส่วนหนึ่ง ก็เลยไม่มีปัญหาเหมือนวัย 30 ที่เพื่อนๆ เขาเจอกัน หมายถึงเพื่อนในชีวิตผมด้วยนะ เออ แล้วก็เพื่อนในวงการที่แบบเค้ารู้สึกว่า 30 แล้วเค้าเหนื่อยง่าย เออ ผมไม่ได้รู้สึกว่ะ ผมอาจจะไม่ได้รู้สึกขนาดนั้น
[16:14] ผู้สื่อข่าว: แซวไหมคะ แก๊งที่แบบขึ้นเลข 3 ไปแล้ว?
[16:17] นนท์ ธนนท์: แซวเหรอ ผมว่าเค้าก็คงแซวอะไรมากไม่ได้หรอก เพราะว่าผม 30 แล้วอ่ะ แต่เขาก็ 32, 31 อะ ใช่ๆ แต่ว่าก็รู้สึกได้ว่าสิ่งหนึ่งที่มีแน่ๆ ก็คือเรื่องของการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะแบบ เอ่อ ผมว่าเรื่องริ้วรอยอะไรอย่างเงี้ย ก็ต้องเริ่มแบบ Anti-aging เริ่มกินอะไรที่แบบว่ามันเค้าเรียกว่าอะไร ไปเร่งการอักเสบของตัวเองมากไม่ได้อะไรเงี้ย ใช่ๆ
[16:44] ผู้สื่อข่าว: คิดว่าเลข 3 มันเป็นจุดสตาร์ทอะไรของเป้าหมายของชีวิต?
[16:47] นนท์ ธนนท์: เลข 3 จุดสตาร์ทอะไรเหรอ ผมเพิ่ง 30 ได้ไม่ถึง 20 วันเลยครับ มีอะไรใหม่ๆ คนถามเหมือนผม 30 มาแล้ว 12 รอบอย่างเงี้ย มันผมคงไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรที่ต้องทำหรืออะไรครับ แล้วก็ผมรู้สึกว่าผมโต เอาเงี้ยดีกว่า พอ 30 อ่ะแต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าแก่ว่ะ คืออาจจะด้วยมุมมองของคนที่อายุ 20 ต้นแล้วยังไม่เคย 30 เค้าก็จะมองว่าโอ้ อันนี้มันไกลจังเลยเงี้ย แต่ว่าจริงๆ ไม่รู้สิ ตอนโควิดก็เอาผมไป 5-6 ปีแล้วนะ ตอนโควิดอ่ะ จาก 20 ต้นอย่างเงี้ย ได้มาเป็น… เออ ผมกับเพื่อนๆ ในวงการอ่ะ เรากลับมาอีกทีเจอน้องๆ T-Pop ทุกคนมาเรียกเราพี่หมดแล้ว ทั้งที่อายุห่างจากเราปีสองปีอย่างเงี้ย ยังเออ… บางคนไหว้ด้วย บางคนไหว้เนียนด้วยนะ ไหว้ทำเป็นเนียนทำเป็นเด็กเลย ทั้งที่แบบห่างกันปีเดียวอย่างเงี้ย แต่เขาก็อาจจะเคารพในแง่ของการที่เราทำงานมานานอะไรอย่างเงี้ย ซึ่งเราก็ “โอ้ น่ารักดี” แต่อย่างตัวผมอ่ะ ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเคารพหรืออะไรหรอก เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ได้โตขนาดนั้น เราไม่ได้โตขนาดนั้น
[17:50] ผู้สื่อข่าว: มันมีเป้าหมายของคนในวัย 30 ไหม?
[17:53] นนท์ ธนนท์: เป้าหมายในวัย 30 เหรอครับ เอาคอนเสิร์ต อัลบั้ม ครั้งเนี้ยให้มันดี เออ อย่างก่อนเราทำ Talk Show เนาะ เราก็มาคุยเรื่องของวัย 30 แล้วก็แบบว่ามันเป็นยังไงอะไรอย่างเงี้ย มันเป็นตัวเลขที่ทุกคนรู้สึกมันมีความคาดหวังกับวัย 30 มาก ทั้งที่จริงๆ มันดูเกินจำเป็นอ่ะ มันเป็นความคาดหวังหรือมุมมองที่ไม่จำเป็นแทบทั้งหมดด้วยซ้ำสำหรับ 30 เออ นั่นคือสิ่งที่เราคุยเรื่องนี้กันใน Variety Talk ครั้งแรกสุด ก็มี พี่เต๋อ พี่โอ๊ต พี่เจนนี่ อะไรเงี้ย มาคุยกันในเรื่องต่างๆ ซึ่งวันนี้มันก็ยังเป็นวัยที่มันยังเหมือนเด็กอยู่ดีอ่ะ สำหรับผมมันก็ยังมีเรื่องที่เรียนรู้อีกเยอะ
[18:32] ผู้สื่อข่าว: แล้วตอนที่มีคาดหวังกับตัวเองล่ะ เรื่องต่างๆ คาดหวังกับตัวเองเหรอ?
[18:38] นนท์ ธนนท์: เอ่อ ไม่เลยอ่ะ ดีขึ้น เราจะต้องเป็นคนแบบไหน? คาดหวังว่าเราจะต้องเป็นคนแบบไหนเหรอ? พอ… ยังเป็นคนดีในทุกๆ วันนะ แล้วก็รู้ว่าโดยพื้นฐาน… ไม่ใช่แล้ว ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นความจริงที่ทุกคนไม่สามารถเป็นได้ แล้วก็นั่นคือสิ่งที่พวกเราพึงทำ ก็คือเราพยายามดีที่สุดในทุกๆ วัน เป็นเวอร์ชันที่ดีของเด็กในทุกๆ วันกันอยู่ทุกๆ คนแหละอยู่แล้วอะไรเงี้ยครับ ใช่ ตอนนี้เริ่มมาประมาณ 20 กว่าวันเอง ยังไม่ได้รู้สึกว่ามันแตกต่างอะไร เออ ว่ามันโตเท่าไหร่ อะไรเงี้ย ใช่ สำหรับผมนะครับ ก็แล้วแต่มุมมองใช่ไหม ถ้าเราทำอาชีพต่างกันก็จะต่างกัน บางคนอยู่คนเดียวก็จะมุมมองอีกแบบหนึ่ง อยู่กับครอบครัวก็จะมีมุมมองอีกแบบหนึ่ง อย่างผม ผมก็มีมุมมองอีกแบบหนึ่ง
[19:22] ผู้สื่อข่าว: ปีนี้ได้ให้ของขวัญอะไรตัวเองเป็นพิเศษไหมคะ?
[19:25] นนท์ ธนนท์: ความเงียบครับ กับวันหยุดครับ อือ นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด ใช่ เพราะว่าหนึ่งแล้วคือเราอาจจะทำงานกับแสงสีเสียงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเสียงนะ แล้วก็เป็นวันที่ทั้งบ้านให้เราเงียบๆ ทั้งบ้านอ่ะ เป็นครั้งแรกแล้วรู้สึกว่าหูเรากับสมองของเราส่วนใดส่วนหนึ่งอ่ะ ไม่ต้องทำงานอ่ะ เป็นอะไรที่แจ๋วมากเลยครับ วันเดียวครับเนี่ย
[19:54] ผู้สื่อข่าว: ชนิดที่แบบว่าห้ามใครคุยด้วยเงี้ยเหรอ?
[19:57] นนท์ ธนนท์: ห้ามใครคุยด้วย ห้ามใครคุยด้วย ใช่ วันนั้นเราตอบกับแม่เป็นอัตนัย ปรนัย คือแบบเค้าเรียกว่าอะไรนะ ตอบแบบ อื้อ อือ อย่างเงี้ย เพราะว่าอาจจะด้วยช่วงนี้ผมก็เข้าสู่การเตรียมพร้อมเนาะ ก็มีการรีเซ็ตระบบ หมอเสียงอะไรเงี้ยที่แบบว่า อ่ะเราจะทำตัวเสียงให้มันเหมาะกับคอนเสิร์ตมาก ก็คือเพลงผมมันร้องยากหมดเลยอ่ะ แล้วก็เวลาเราไปอัดอ่ะ เราไปอัดทีละเพลงใช่ไหม แต่เวลาเล่นอ่ะ เล่นหลายรอบ มันจะต้องเล่นทีเดียว 20 เพลง 30 เพลงอ่ะ เพราะฉะนั้น เอ่อ มันก็เป็นเหมือนการ Training อะไรอย่างเงี้ยครับ แต่ว่าเป็นในด้านของเสียง กายภาพ อะไรเงี้ย
[20:36] ผู้สื่อข่าว: พอเงียบแล้วมันได้เห็น เหมือนได้เติมอะไรเข้ามา?
[20:41] นนท์ ธนนท์: ก็พยายามเติมความรู้ให้สมองตัวเองทุกวัน เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนรู้น้อยอะไรอย่างเงี้ย
[20:45] ผู้สื่อข่าว: มีความสุขกับการอยู่กับตัวเองมากขึ้น?
[20:47] นนท์ ธนนท์: มีความสุขกับการอยู่กับตัวเองมากขึ้นเหรอ โอ้ สิ่งนั้นดูแก่จังเลยอ่ะ เฮ้ย ผมก็สนุกกับการอยู่กับคนอื่นนะ อ้า เหรอ เออ ใช่ๆ ถึงแม้ว่าเราอยู่ในช่วงที่เราสามารถเลือกได้แหละว่าเราอยากจะพักหรืออยู่กับตัวคนเดียว แต่ผมรู้สึกว่าการได้เจอผู้คนอ่ะ โดยที่ อืม… ทำงานไปด้วย แล้วก็งานของเรามันมีคุณค่ากับเขาอ่ะ ผมว่าโอ้ ในฐานะมนุษย์มันเป็นโอกาสที่หาได้ยากนะ อะไรเงี้ย มันไม่ใช่ทุกคน
[21:17] ผู้สื่อข่าว: นอกจากเพลงมีคุณค่าแล้ว ตัวนนท์ก็มีคุณค่า เพราะว่าอย่างล่าสุดที่ชาวเอ็กซ์ (X) เขาแชร์กัน แบบว่าเคยเจอศิลปินคนไหนที่แบบว่าเข้าหาแฟนเงียบๆ มาแชร์กัน?
[21:28] นนท์ ธนนท์: อ๋อ คือถ้าเป็นสัดส่วนศัพท์ผม Friendly เฉยๆ ไม่มีอะไร ไม่ใช่… ไม่เหมือนคุณไปเจอหมูเด้ง หมูเด้งเค้าก็จะมีชีวิตของเขาใช่ไหม แต่ถ้าคุณไปเจอแบบชิมแปนซีที่มันลุ่มๆ อย่างเงี้ย ก็จะมีความแบบวิ่งเข้าหาคนอะไรอย่างเงี้ย
[21:42] ผู้สื่อข่าว: บอกว่าร้านอาหารที่แบบว่าคุณไปทั้งชาติ อ๋อ ถึงเข้าหาแฟนที่เค้าเงียบๆ ที่เค้าไม่กล้าทัก แบบไม่กล้าคุย กลัว?
[21:52] นนท์ ธนนท์: หมายถึงว่าอะไรดี กลัวเค้าเหงาอ่ะ คือคนเราออกจากบ้านอ่ะ บางทีเราก็อยากได้คนที่คุย ผมก็เป็น ผมเวลาสมัยก่อนตอนนู้นเลย ผมไปเล่นล้อเดียวไฟฟ้า (EUC) อย่างเงี้ย ออกทริปกันอ่ะ ผมก็คุยไปทั่ว ไปปั๊มอะไรอย่างเงี้ย ไปพี่พนักงานเค้าชงกาแฟอ่ะ แล้วก็ลูกค้าไม่มีเค้าเปิดคาเฟ่เล็กๆ อะไรเงี้ย ก็นั่งคุยกับเค้าอะไรอย่างเงี้ย
[22:20] ผู้สื่อข่าว: ดูทรงยังไงคะว่าคนนี้เราเข้าหาได้?
[22:23] นนท์ ธนนท์: คือไม่… เราต้องไม่เค้าเรียกว่าอะไรอ่ะ เราต้องไม่สำคัญตัวว่าเราคือใครอ่ะ สำหรับผมผมรู้สึกใช่น่ะ คือเป็นบนเวที แต่พออยู่ข้างล่าง ผมก็คนน่ะ ผมก็เดินตลาด ผมก็คุย ผมอยากรู้ว่าเอ้ย ทำไมพี่เค้าหน้ามุ่ยๆ อย่างเงี้ย ทำไมเค้าหน้ามุ่ยๆ ลูกค้าไม่ดีวันนี้ ของส่งไม่ทันวันนี้ ผมก็ชวนเค้าคุยอ่ะ อย่างลูกค้าเค้าไม่ค่อยมีอ่ะ เค้าก็น่าจะมีเวลาว่างเนาะ แล้วเค้าน่าจะมีเรื่องที่หนักใจแน่ๆ เพราะว่าการทำธุรกิจแล้วมันไม่มีคนอ่ะ มันเหงา มันเคว้งนะ อะไรเงี้ย อือ ก็ไปชวนคุยเค้าอ่ะครับ หรือว่าแฟนๆ ที่บางทีเค้ามาแล้วเค้ารู้สึกว่าเค้าไม่รู้จักใครเลยอ่ะ ก็เหมือนพวกเราเข้าเรียนวันแรกๆ ตอนประถม แล้วเรารู้สึกว่าเราไม่รู้จะเริ่มคุยกับคนอื่นยังไง ผมดันเป็นคนที่ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้กลัวตรงนั้นอ่ะ แล้วก็ผมไม่ใช่ใครที่พิเศษอ่ะ ผมเค้าเรียกว่าอะไร ไม่ใช่คน… ผมคือคนปกติ เอาเงี้ยดีกว่า ผมไม่ได้พิเศษ ผมคือปกติ ไม่ใช่คนธรรมดาด้วยนะ ผมคือปกติ อือ
[23:27] ผู้สื่อข่าว: แล้วเคยมีคนแบบถึงขั้นปรับทุกข์กับเราเลยไหม?
[23:29] นนท์ ธนนท์: แบบมีปรับทุกข์ ปรับทุกข์จบด้วยว่า “หนูว่าขาดเงินอยู่เท่านี้ๆ” เลิกคุยเลย (หัวเราะ)
[23:36] ผู้สื่อข่าว: ยังไงคะ?
[23:38] นนท์ ธนนท์: ก็ช่วยเขา ออ ก็ช่วย ก็ช่วยๆ เท่าที่เราช่วยได้ เราก็ดีว่าเราไม่ได้พกเกิน 500 อยู่แล้วไง พกติดตัว
[23:45] ผู้สื่อข่าว: เคยถึงขั้นควักออกไปแล้ว? แล้วควักเงินให้?
[23:47] นนท์ ธนนท์: มีเป็นปกติ แต่หมายถึงว่าเราก็ช่วยเท่าที่เราช่วยได้ ช่วยโดยที่เราไม่ต้องไปชี้แจงกับแม่ว่ายอดเงินที่หายไปนั้นไปไหน ไปไหน หายไปไหน อ่า อะไรอย่างเงี้ย เราเราก็ต้องระวังตัวด้วย เพราะว่าเรากลับบ้านเราก็อาจจะต้องชี้แจงใช่ไหม ทำจดหมายอภิปรายกับแม่ โอ้ แต่ว่าแล้วผมออกบ้านบางทีผมก็สนุกนะ ผมก็เป็นปกติอ่ะ แล้วผมว่านั่นคือช่วงที่ผมได้ใช้ชีวิตอ่ะ อือ
[24:12] ผู้สื่อข่าว: แล้วหลังจากสัมภาษณ์นี้ กลัวเดี๋ยวคนเขาจะเข้ามาหาเราแล้วมาระบายไหม?
[24:16] นนท์ ธนนท์: ไม่… ทุกคนเป็นเหมือนเดิม อือ ทุกคนเป็นเหมือนเดิม ถ้าทุกคนรู้สึกว่าเฮ้ยผมเนี่ยเป็นคนลึกลับ ก็ให้คิดแบบนั้นไป หรือทุกคนรู้สึกว่าเฮ้ยนนท์ธนนท์เป็นคนเข้าถึงง่าย ก็ให้คิดแบบนั้นไป แต่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตผม ผมชอบการได้ดู ผมชอบการได้เข้าไปหาแล้วพูดคุยเอง อะไรเงี้ย ใช่ๆ
[24:36] ผู้สื่อข่าว: ชูตเอง? ชูตเอง?
[24:38] นนท์ ธนนท์: ไม่ได้ชูตเองหรอก บางทีเขาก็เดินเข้ามา คือคนแบบผมก็อาจจะมีเดินเข้ามาบ้าง แฟนๆ อะไรเงี้ย
[24:45] ผู้สื่อข่าว: แล้วอย่างวันนี้มีพกมาเท่าไหร่คะ?
[24:47] นนท์ ธนนท์: วันนี้ไม่ได้พกตังค์ครับ วันนี้มีแค่… อ๋อ แต่มีมือถือเนาะ โอนได้ มีมือถือ (หัวเราะ) ไม่ถึง 50,000 ใช่ไหมจะได้ไม่ต้องสแกนใบหน้า เออ 900 900 ด้วย หลักๆ ผมแค่รู้สึก เอาเงี้ยดีกว่า ผมดีใจที่ได้เจอ อือ ผมดีใจที่เจอผู้คน ผมรู้สึกว่าการที่ผู้คนเค้าเรียกผม… ผมยังยังมีช่วงเวลาที่ผมไม่ชอบตัวเองเลยอ่ะ บ่อยครั้งมาก เรารู้สึกว่าแล้วการที่จู่ๆ มีคนมามอบความรู้สึกดีๆ ให้ อ่ะ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก แน่นอนในมุมของหลายๆ คนจะรู้สึกว่าโอ้ผมรายล้อมไปด้วยคนที่ชื่นชอบมาก ซึ่งผมโชคดีตรงนั้นมากจริงๆ ครับ แต่ว่าไม่ได้แปลว่าการที่ผมมีมากแล้วผมจะไม่รู้สึกว่ามันพิเศษ ผมยังรู้สึกว่ามันมีคุณค่า เหมือนเหมือนวันแรกที่มีคนดูแค่ 10 คนน่ะ จนจนวันนี้เรา สมมติเฉลี่ยวันละ 20,000 เราเล่น 4 รอบล่าสุดอย่างเงี้ย คนเป็นแสนอย่างเงี้ย มันเกิดขึ้นอ่ะ ผมก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่พิเศษสำหรับผมอยู่ดี และในขณะเดียวกันใช้ชีวิตด้านล่างผมก็ยังคงสนุกได้เต็มที่ ส่วนหนึ่งคือการที่ผมได้ทำงานกับแบรนด์ที่ดีที่เขาเข้าใจความเป็นตัวผม แล้วก็เค้าให้ผมได้เป็นตัวเองอ่ะ ได้เป็นมนุษย์ที่ผมทำงานกับแบรนด์นี้ ซึ่งเติบโตใหญ่โตมาก แต่ว่าผมสามารถเดินตลาดได้นะ ใช้ชีวิตปกติได้ ที่มันเป็นคนปกติ ไม่ใช่เรื่องความธรรมดาหรือพิเศษนะครับ แค่ปกติ อือ ผมรู้สึกว่าสิ่งนั้นอ่ะมันเป็นโชคที่ดีของผม คือการที่รายล้อมไปด้วยคนที่ดี แล้วก็จุดแข็งของผมอย่างเดียวเลยคือผมไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ไร้ค่า หรือรู้สึกว่ามันวันหนึ่งมันจะจืดอ่ะ มันก็ยังหวานเหมือนเดิม
[26:41] ผู้สื่อข่าว: ว้าว ว้าว ว้าว ว้าว เหรอคะพี่? คนเราหาคนมาชอบตัวเองยากมากนะ ยิ่งเป็นคนปากหมาอย่างงี้ด้วยอ่ะ? (แซว)
[26:50] นนท์ ธนนท์: มั้ยแบบยากนะ บางทีตัวเองยังไม่ชอบตัวเองเลย แต่เค้าชอบ เค้าชอบ… เค้าจะชอบอ่ะ เออ (หัวเราะ) แต่จริงผมก็คุยอะไรเงี้ย แฟนคลับอย่างเงี้ย บางคนเค้าไม่กล้าคุยจริงๆ อ่ะ มาแบบตกใจมาก มาเงียบจริงๆ ใส่หมวกเหมือนเค้าเป็นดารามากกว่าเราอ่ะ ใส่หมวกใส่แว่นใส่แมสอย่างเงี้ย เราต้องไปรับเค้าที่สนามบินหรือเปล่านะเนี่ย เค้ามารับเราหรือเปล่า อะไรอย่างเงี้ย แต่ว่าเค้า… เหนือสิ่งอื่นใดคือเค้ามา ไม่ว่าเค้าจะ Personality ไหนอ่ะ เค้ามาด้วยความหวังดีต่อเราอ่ะ เค้าอยากมาเจอเรา เค้าอยากมาให้คนเห็นว่ามีคนรอการมาถึงของเราอ่ะ อยู่ในสถานที่แห่งนี้อ่ะ แล้วสิ่งเหล่านั้นมันกลับมาที่ตัวเราว่าท้ายที่สุด วันนี้สมมติผมไปเล่นต่างประเทศอย่างเงี้ย แล้วเวลามีคนมารอรับหรืออะไรอย่างเงี้ย อย่างตอนนั้นผมไปเล่นญี่ปุ่น เชี่ยงไฮ้ ทุกคนมารอรับแล้วแบบที่เราไม่รู้จักอ่ะ ที่ที่เราไม่เคยคิดว่ามันเล่นน่ะ จู่ๆ มันก็มีความรู้สึกว่าเฮ้ย ที่นี่มันอาจจะเป็นที่ที่เราทำได้เหมือนที่นั่นนะ เออ มัน Give & Take กันน่ะ แล้วก็มันมีคุณค่างี้ดี
[27:56] ผู้สื่อข่าว: โอเคค่ะ ขอบคุณค่ะ
[27:58] นนท์ ธนนท์: อ๋อ แล้วเราตัดสินใจกันเมื่อไม่นานมานี้ว่าเดี๋ยวเราจะปล่อย MV เพลงหนึ่งในอัลบั้มด้วย ที่จะเล่นในคอนเสิร์ตนี้ด้วยครับ ก็คือชื่อเพลงว่า “กลัวลืม” ครับ กลัวลืม ซึ่งฟีเจอริงกับ Boyd Toy ครับ เกือบลืมเหมือนกันเนาะ กลัวลืมเหมือนกัน เออ ดีๆ ว่ายังไม่ลืม 26 นี้ นะ ที่ YouTube Loveis นะครับ ก็ฝากไว้ด้วยครับ ไปถ่ายกับพี่เต๋ามาแล้วเรียบร้อย อือ
[28:19] ผู้สื่อข่าว: เล่าให้ฟังหน่อยค่ะ เป็นไงคะ MV เพลงนี้?
[28:22] นนท์ ธนนท์: เอ่อ เป็นคนไข้ครับ ขอบคุณครับ เป็นคนไข้ครับ จบ ที่เหลือไปดูเองครับ ที่เหลือไปดูเองครับ 4 นาทีเองครับ อย่าสมาร์ทที่ (สมาธิ) สั้นกันขนาดนั้นเลยครับ 4 นาทีเองครับ เดี๋ยวนี้ 15 วินาทีรู้สึกนานแล้วใช่ โอเค
[28:38] ผู้สื่อข่าว: มา เดี๋ยวถ่ายรูปหน่อย ได้เลยครับ ขอบคุณ ได้เลยครับ เดี๋ยวขอพี่นนท์ฝั่งนี้ นะ พี่นนท์กล้องนี้ นะ คุยรู้เรื่องไหม?
[28:45] ผู้สื่อข่าว: รู้เรื่อง รู้เรื่องค่ะ 1 2 โอเค
[28:48] นนท์ ธนนท์: ใช่ไหม ผมตอบเท่าที่ผมรู้นะ อ่ะ พี่โน่ พี่โน่นะครับ เดี๋ยวขอกล้องนี้ต่อนะครับ 1 หล่อ โห หล่อมากพี่