Share Button

ผมเคยถามตัวเองว่า ถ้าทำเพลงออกมาแล้วไม่มีคนรู้จักเลย เรายังจะทำอยู่ไหม
“คำตอบก็คือ ทำ เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อให้ใครมองว่าเท่ ไม่ได้ทำเพื่ออยากบอกทุกคนว่าเราทำดนตรี แต่ทำเพื่อจิตวิญญาณของเรา”

เบ้นท์-ปริยวิศว์ อัจฉริยะฉาย เล่าถึงคำถามที่เขาเคยถามกับตัวเองก่อนหน้าที่จะตัดสินใจใช้เวลาที่นอกเหนือจากความรับผิดชอบหลักของชีวิตมาทำเพลงในนาม “Benz Beantown (เบ้นท์ บีนทาวน์)” ภายใต้สังกัดสนามหลวงมิวสิก
ความรับผิดชอบหลักที่เขาพูดถึงนั้นคือหน้าที่ในฐานะของทายาทเครือกะตะกรุ๊ป ที่มีทั้งโรงแรมและรีสอร์ตใหญ่ในจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ ซึ่งเบ้นท์ต้องรับผิดชอบในการดูแลเรื่องโอเปอเรชันของโรงแรมที่เขาดูแลตั้งแต่เรื่องอาหารเช้า ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรในท้องถิ่นให้เป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม


ถ้าการทำโรงแรม คือ ชีวิตและเป็นสิ่งที่เขาเรียนรู้ที่จะรัก ทั้งในเนื้องานและคนที่ทำงานด้วย จนสามารถสนุกกับมันได้ในที่สุด การทำเพลง คือ สิ่งที่เขารักโดยไม่ต้องเรียนรู้
“ผมตั้งใจไว้ว่าจะต้องทำงานโรงแรมที่เป็นงานหลักให้อยู่ตัวก่อน เพื่อที่จะได้มีเวลามาทำเพลง ทุกวันนี้ผมทำงานฟูลไทม์ เข้างาน 8 โมงเช้า เลิก 6 โมงเย็น แล้วถึงจะมีเวลาให้ดนตรีหลังเลิกงาน ถามว่าเหนื่อยไหม บางทีมันก็เหนื่อยนะ แต่ถ้าเรารักอะไรจริง เราก็พร้อมจะต่อสู้เพื่อมัน มันอาจจะไม่ได้เหมือนสมัยวัยรุ่นที่เราพุ่งตัวแรงไปเสียทุกอย่าง แต่ตอนนี้เราก็พร้อมจะเดินไปเรื่อยๆ โดยยังมีไฟกับสิ่งที่เรามีแพสชั่น” และผลจากงานนอกเวลาของเขาก็คือ “Your Love Song” ซิงเกิลล่าสุดของ Benz Beantown เพลงฟังง่ายสไตล์แจ๊สป๊อบ ที่จะพาคนฟังย้อนกลับไปนึกถึงความรักครั้งแรกสมัยมัธยม

เสียงของเครื่องดนตรีใน “Your Love Song” ที่มาทำให้ความรู้สึกแอบรักในเพลงนี้สดใสยิ่งขึ้น ก็คือเสียงของทรัมเป็ตในท่อนโซโล ซึ่งเป็นทั้งเครื่องดนตรีที่เขาชอบเป็นพิเศษและให้เสียงที่เข้ากันกับอารมณ์เพลง และยังมีเสียงเปียโนที่จะทำให้คนฟังหลายคนยิ้มตามตลอดเพลง ซึ่งเล่นโดย ซัน-รัตนะ วงศ์สรรเสริญ นักดนตรีและอาจารย์ที่เป็นตัวจริงในด้านเพลงแจ๊ซ ที่ร่วมเรียบเรียงเพลงนี้ด้วยกันกับเบ้นท์
เพราะพูดถึงความรักในวัยเรียน มิวสิกวิดีโอจึงถ่ายทอดบรรยากาศของความรักที่เกิดขึ้นในวัยนั้น ซึ่งเบ้นท์มองว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนเคยผ่านและเคยมีความรู้สึกร่วมกับสถานการณ์แบบนี้ที่แอบรักใครสักคน แต่ไม่กล้าพอจะบอกความรู้สึกของตัวเองออกไปตรงๆ โดยเรื่องราวในมิวสิกวิดีโอนั้นก็มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงในชีวิตของเขา และเขายังรับหน้าที่ตัดต่อเองอีกด้วย
ถึงแม้ว่าเวลาส่วนใหญ่ของเบ้นท์จะต้องทุ่มเทให้กับเรื่องธุรกิจเป็นหลัก แต่เรื่องเพลงสำหรับเขาเป็นเหมือนความสัมพันธ์ที่ไม่มีวันตัดขาด

“มีช่วงหนึ่งในชีวิตที่ผมต้องห่างเพลงเพื่อไปทำงานบางอย่าง พอต้องห่าง มันเลยทำให้เราได้รู้ว่าต่อให้ห่างไป แต่จริงๆ แล้วมันก็ยังติดอยู่กับตัวเรา เพราะฉะนั้นถึงดนตรีจะไม่ใช่งานหลัก แต่คือสิ่งที่เราต้องทำ อย่างที่บอกว่ามันเป็นจิตวิญญาณของผม”

Facebook Comments
Share Button